ทำไมจึงต้องสะเดาะเคราะห์ การสะเดาะเคราะห์แก้ทุกข์ใดได้?

คนไทยเรานั้นเชื่อถือเรื่องโชคลางและบาปกรรมกันมาเป็นเวลานานมาแล้ว ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าเมื่อเรามีเคราะห์หรือทุกข์ร้อนต่างๆ นาๆ วิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาสิ่งเลวร้ายต่างๆ ให้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง ก็คือการไปทำบุญ เข้าวัดเข้าวา และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยในสมัยก่อนนั้นก็คือการสะเดาะเคราะห์ แต่การสะเดาะเคราะห์ดังกล่าวนี้ มีมากมายหลายอย่างที่เป็นสิ่งสืบทอดจนมาถึงปัจจุบัน บางครั้งเราเองก็เคยไปสะเดาะเคราะห์โดยการปล่อยสัตว์ต่างๆให้เป็นอิสระ แต่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำไปว่าการกระทำดังกล่าวส่งผลแก่ตัวเราอย่างไร ในทำนองเดียวกัน ถ้าเราต้องการสะเดาะห์เคราะห์เพื่อผลบางอย่างเราจะต้องทำอย่างไร ลองอ่านบทความข้างล่างดู แล้วคุณจะทราบถึงเหตุผลที่คุณเองอาจจะไม่เคยทราบมาก่อน

การสะเดาะเคราะห์เป็นการทำพิธีตามความเชื่อโบราณว่าจะสามารถส่งเสริมดวงชะตาให้ดีขึ้นมักรวมไปถึงการต่ออายุ หรือแก้ไขสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดีการเริ่มทำบุญตั้งแต่ต้นปีก็จะเพิ่มดวง เสริมสง่าราศีให้ชีวิตมีความสุขและประสบความสำเร็จตลอดทั้งปีและตลอดไป ทั้งนี้พิธีสืบชะตา ต่ออายุ และสะเดาะเคราะห์ เป็นพิธีกรรมหนึ่งที่กระจายอยู่ในวัฒนธรรมแถบเอเชีย โดยเฉพาะในหมู่ชาวพุทธทุกนิกาย ทั้งชาวไทย จีน ไปจนถึงทิเบต รูปแบบประเพณี ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของท้องถิ่น สำหรับการสะเดาะเคราะห์ที่ชาวไทยนิยมกระทำนั้นได้แก่ อันได้แก่

1. ถือศีล 5 การถือศีล 5 เป็นประจำจะช่วยเสริมดวงชะตาและจิตใจให้ตั้งมั่นอยู่ในความดีงามการทำดีและไม่เบียดเบียนใครถือเป็นการทำบุญกุศลที่ได้อานิสงส์เป็นผลให้เกิดความโชคดี และแก้เคราะห์ลดกรรมได้

2. การถือศีล 8 จะช่วยเสริมดวงและแก้เคราะห์ได้เช่นเดียวกับการถือศีล 5 แต่การถือศีล 8 นั้นปฏิบัติได้ยากยิ่งแต่เมื่อปฏิบัติได้สำเร็จจะได้กุศลแรงนักปฏิบัติแล้วยังช่วยเสริมดวงอำนาจบารมีได้

3. กินเจ ก็เพื่อลดละชีวิตสัตว์ ซึ่งได้อานิสงส์ผลบุญสูงและควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดถ้าอธิษฐานไว้ว่า 7 วัน ก็ทำให้ครบ 7 วัน อาจตั้งจิตว่าจะทำทุกวันพระและทุกเดือนหรือปฏิบัติทุกเดือน เดือนละ 3 วัน หรือ 7 วัน เป็นต้น

4. ไหว้พระและถวายดอกไม้ธูปเทียน รวมทั้งการปิดทองคำเปลวและเครื่องหอมผลบุญนี้จะทำให้ชีวิตรุ่งเรือง มีความเจริญก้าวหน้า

5. ถวายน้ำมันตะเกียง เพื่อความรุ่งโรจน์โชติช่วงของชีวิตเช่นเดียวกับความสว่างของแสงตะเกียง ทำให้พ้นจากความมืดมิดทั้งการดำเนินชีวิตรวมทั้งปัญหาและความคิดที่สว่างไสวไม่อับจนหนทาง

6. ถวายสังฆทาน เป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยถวายสิ่งของจำเป็นแด่พระสงฆ์อานิสงส์ผลบุญจะส่งให้ชีวิตหมดเคราะห์หมดโศก จะทำสิ่งใดก็ราบรื่นไม่ติดขัดพบแต่ความสำเร็จสมปรารถนา รวมทั้งมีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ ไม่ขัดสน

7. ไหว้พระไหว้บูชาเทพต่างๆ จะทำให้พบกับความสุข ความเจริญเกิดความสุขใจว่ามีที่พึ่งพิงยึดเหนี่ยวนำมาซึ่งกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและรู้สึกเสมอว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยคุ้มครองเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

8. ทำบุญปล่อยสัตว์ เป็นการไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น แต่ถือว่าได้บุญแรง จะต้องทำด้วยความตั้งใจจริงเช่น การไปซื้อสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าไปปล่อยไถ่ชีวิตวัวควายถวายวัดเพื่อมอบให้ชาวนานำไปใช้ประโยชน์ซื้อปลาในตลาดที่จะถูกฆ่าไปปล่อยน้ำ ผลบุญนี้ยังผลให้หมดทุกข์ หมดภัยและพบความสุขความเจริญในชีวิต

9. ทำบุญ ให้ทาน เป็นการรู้จักเสียสละตนเองและแบ่งปันให้ผู้อื่นซึ่งผลบุญจะเกิดขึ้นได้นั้นต้องมีจิตใจยินดีในการทำบุญให้ทานด้วยไม่ว่าจะเป็นการบำรุงพุทธศาสนา หรือการให้ทานเกื้อกูลคนยากไร้ล้วนแล้วแต่เป็นบุญส่งเสริมให้ชีวิตมีโชค มีทรัพย์ และมากด้วยบารมี

10. ทำทานแก่คนยากไร้ เป็นการทำบุญที่มาจากจิตใจอันไม่ยึดติดมีความไม่โลภผลบุญจึงหนุนนำให้มีแต่ความราบรื่น ยามมีเรื่องติดขัดก็จะมีผู้มาช่วยเหลือค้ำจุนยามมีเคราะห์ภัยก็จะแคล้วคลาดเพราะแรงอนุโมทนาจิตจากผู้ยากไร้ที่ได้รับสิ่งของจากเรานั่นเอง

11. ทำบุญโลงศพซื้อโลงศพบริจาคศพอนาถาไร้ญาติ จะได้อานิสงส์แรงยิ่งนักการทำบุญเช่นนี้จะช่วยเสริมดวงชะตาให้แข็งแกร่ง สามารถต้านเคราะห์ภัยหนักต่างๆและผ่อนหนักเป็นเบาได้

12. พิมพ์หนังสือธรรมะแจก จัดพิมพ์เองหรือร่วมบริจาคสมทบทุนการพิมพ์กับผู้อื่นก็ได้เป็นการเสริมดวงให้มีวาสนาบารมี เพื่อให้ปัญญาสว่าง หมดทุกข์ หมดโศกไม่มีเคราะห์ร้ายมากล้ำกราย

13. บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟ จะช่วยให้ชีวิตราบรื่น หมดทุกข์ หมดโศก ประสบแต่ความโชคดี

14. ซื้อข้าวสารถวายวัด เป็นการสั่งสมบุญกุศล เพื่อให้ชีวิตมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์และเพียบพร้อมด้วยบารมี

15. การตักบาตรร่วมขันกับผู้อื่นหรือทำบุญร่วมกับผู้อื่นไม่ว่าจะทำบุญด้วยการบริจาคทรัพย์หรือโดยทางอื่น จะส่งผลให้เนื้อคู่ดูดีดวงชะตาแข็งแกร่ง เกื้อกูลซึ่งกันและกันและจะได้แต่เพื่อนที่ดีในชาตินี้

16.ทำบุญร่วมบริจาคเพื่อซื้อกระเบื้องมุงหลังคาอุโบสถ เสริมดวงตำแหน่งหน้าที่การงานและการสร้าง หลักปักฐาน
17.ทำบุญจัดอาหารเลี้ยงเด็กกำพร้า เสริมดวงการเงิน ค้าขายรุ่งเรือง ลูกหลานหมดปัญหา


18.ทำบุญซื้อชีวิตวัวควาย เสริมดวงชะตาชีวิต ต่ออายุ สะเดาะเคราะห์ทั้งปวง

19.ทำบุญทอดผ้าป่า-กฐิน เสริมดวงชะตาชีวิตให้มีความสุข ความเจริญรุ่งเรือง

20.ทำบุญตักบาตร เสริมดวงโชคลาภ และสมความปรารถนา หากตักบาตรด้วยอาหารที่ไม่มีเลือดเนื้อของสัตว์จะได้บุญครบถ้วนไม่ตกหล่น

21.ทำบุญถวายดอกไม้ ธูป เทียน เสริมดวงชะตาชีวิตให้มีความสุข ความเจริญ ชีวิตสดใสสวยงาม

22.ทำบุญสร้างพระพุทธรูป จะเสริมอำนาจวาสนาในชาตินี้ ชาติหน้าจะได้เป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่

23.ทำบุญร่วมสร้างสะพานและทางสัญจร ชาติหน้าจะบริบูรณ์ด้วยรถ เรือ และยานพาหนะ

24.ทำบุญร่วมสร้างศาลาริมทาง ชาติหน้าจะมีคฤหาสน์ใหญ่โตเป็นที่อยู่อาศัย

25.ทำบุญบริจาคเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ชาติหน้าจะมีเสื้อผ้าแพรพรรณสวย ๆ สวมใส่ตลอดไป

26.ทำบุญสวดมนต์ภาวนาระลึกถึงพระพุทธเจ้า ชาติหน้าจะเป็นคนมีสติปัญญาหลักแหลม
สิ่งต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเชื่อส่วนหนึ่งที่ตกทอดกันมาแต่โบราณกาล ไม่มีใครสามารถจะยืนยันได้ถึงผลที่จะตามมาหลังจากที่คุณได้กระทำตามความเชื่อเหล่านี้แล้ว แต่อย่างหนึ่งที่คุณจะได้รับก็คือการกระทำที่เสริมสร้างกำลังใจให้เกิดขึ้นแก่ตัวคุณเอง เพื่อดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคงในอนาคต

บทเรียน..คนอกหักมติร่าง รธน. กับ คนยุค ล่าโปเกม่อน โก

บทเรียน..คนอกหักมติร่าง รธน. กับ คนยุค ล่าโปเกม่อน โก

บทเรียน..คนอกหักมติร่าง รธน. กับ คนยุค ล่าโปเกม่อน โก

ควันหลงจากการลงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ บรรดาคนอกหัก ต่างออกมาระบายความเสียอกเสียใจ ด้านหนึ่งก็ยกย่องบรรดาคนที่ออกมาลงประชามติโดยเฉพาะ คนที่ไม่รับร่างว่ามีหัวใจประชาธิปไตย ให้กำลังอกกำลังใจกันไปตามประสา

อีกด้านหนึ่งก็ ระบายป้ายสี คนลงประชามติที่รับร่าง รธน. ว่าเป็นพวกที่ไม่ต้องการประชาธิปไตยบ้างละ เป็นพวกที่มาลงมติโดยไม่อ่าน รธน. หรือ อ่านไม่ครบ บ้างละ เป็นพวกที่ถอยหลังเข้าคลองบ้างละฯลฯ

แต่สิ่งที่บรรดาคนอกหัก ไม่เคยกระทำก็คือ สำรวจตัวเอง โดยเฉพาะ นักการเมืองและนักวิชาการบางคน บางกลุ่ม

ในขณะที่ปากบอกว่า ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย แต่เนื้อแท้กลับไม่ยอมรับผลของการลงประชามติในครั้งนี้ ปากที่เคยบอกว่า เสียงส่วนใหญ่คือ ประชาธิปไตย แต่พอเสียงส่วนใหญ่ออกมาไม่ตรงกับที่ตัวเองต้องการ ก็ ออกมาโวยวายว่า ดูถูกการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ครั้งนี้

การแสดงตัว โดยไม่ได้สำรวจตัวเอง โดยไม่ตั้งคำถาม กับสิ่งที่เกิดขึ้น ดูถูกคนที่ตัดสินใจส่วนใหญ่ ยกตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เป็นมาตรฐานของประชาธิปไตย ใครที่คิดเห็นแตกต่างออกไป เป็นพวกไม่รู้จริง เป็นพวกที่หลงในอวิชา ตราหน้าว่าวันหนึ่งจะรู้สึก…?

แทนที่พวกเขาเหล่าบรรดาคนอกหัก จะนั่งทบทวนตัวเอง สืบค้นว่าเหตุใด มติเสียงส่วนใหญ่จึงตอบรับร่าง รธน. เพื่อ หาทางปรับปรุงตัวเองปรับปรุง หรือเพื่อจะได้เข้าใจบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ได้อย่างเท่าทัน

ใช่หรือไม่ สิ่งที่สะท้อนออกมา เป็นการบอกว่า มาตรฐานของการเมืองแบบเดิม วิธีการบริหารบ้านเมืองแบบเดิม ไม่ตอบโจทย์ให้กับคนส่วนใหญ่ ..? แม้ว่า ที่ผ่านมา การบริหารแบบใช้ประชานิยมหว่านประโยชน์ให้กับประชาชนขนานใหญ่ เพื่อดึงคนชั้นล่าง คนชั้นกลาง ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมาพวก แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เป็นผล..

ใช่หรือไม่..การบริหารบ้านเมืองและการทำตัวของบรรดานักการเมือง ไม่สามารถสร้างศรัทธา สร้างความเชื่อมั่นให้กับคนส่วนใหญ่ได้..โดยเฉพาะ การบริหารที่มีการคอรัปชั่นขนานใหญ่ การบริหารแล้วแบ่งแยกประชาชนออกเป็นฝ่าย เป็นพวกฉัน พวกเธอ พวกกู พวกมึง จนเป็นต้นเหตุให้เกิดปัญหาความวุ่นวายมีการใช้ความรุนแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มีการใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าฝ่ายที่เห็นต่างอย่างโหดเหี้ยม ใช้อำนาจบาดใหญ่ ปล่อยให้พวกของตัวเองใช้กำลังทำร้ายฝ่ายตรงข้ามอย่างเปิดเผย..?

ใช่หรือไม่ การยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล คิดว่าไม่ว่า ตัวเองบอกอะไรออกไป ทุกคนจะเชื่อฟังเชื่อตาม ใช้ผลประโยชน์เป็นเหยื่อล่อให้คนเป็นพวก อ้างตัว อ้างการเลือกตั้งเป็นความชอบธรรมของระบอบประชาธิปไตยขั้นสูงสุด แต่การกระทำกลับทำการโดยไร้ขอบเขตไร้ความรับผิดชอบแสวงหาประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง สิ่งเหล่านี้กลับเป็นตัวการที่ทำลายตัวเองลงไป….?

สิ่งที่บรรดาคนอกหัก ไม่เคยประเมิน ก็คือความเปลี่ยนแปลงของสังคม ที่ก้าวล้ำไปในโลกของเทคโนโลยี ก้าวไปในโลกของดิจิตอล หรือก้าวไปในโลกเสมือนจริงที่เรียกว่าสังคมโซเชียลฯขนานใหญ่ทั้งในเชิงลึก และเชิงกว้างอย่างไม่เคยเกิดมาก่อนในอดีต

ความไม่เข้าใจการสื่อสารของโลกดิจิตอล สังคมโซเชียล เป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของบรรดาคนอกหัก จะว่าไปแม้พวกเขาจะมีตัวตนอยู่บนโลกเสมือนจริง มีการใช้เครื่องมือในสังคมโซเชียลก็จริง แต่ยังคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งอยู่นั้น ทำให้มองภาพผิดเพี้ยนประเมินผิดพลาดไปหมด จำนวนคนติดตามบนโลกโซเชียนไม่ว่าจำนวนมากเท่าไรก็ตาม ไม่ว่าจะฉลองยอดติดตาม 4 ล้าน 5 ล้าน 10 ล้านก็ตาม แต่ต้องเข้าใจว่า คนเหล่านี้เป็นคนที่มีการศึกษาระดับหนึ่ง และการเข้ามาติดตามก็เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการดูความเคลื่อนไหว หรือช่องทางรับสารอย่างหนึ่ง และ พวกเขาเหล่านั้น ก็สามารถติดตาม เชื่อมต่อกับคนอีกหลายๆคน หลายๆกลุ่ม เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสาร รับสารอย่างกว้างขว้าง ขึ้น

และที่สำคัญที่สุด บนการเชื่อมต่อของโลกดิจิตอล มันสังคมเปิด และเปิดรับสารได้อย่างกว้างขวางแล้ว ยังเป็นสังคมที่สามารถสื่อสารสองทาง หรือหลายทาง ทำให้การสื่อสารแลกเปลี่ยนความเห็นเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวาง หลากหลายอีกด้วย

ดังนั้น บรรดา คนที่ยังยึดติดอยู่กับกรอบคิดเดิม ที่คิดว่า คนในสังคมนี้ รู้น้อย สามารถพูดดำให้เป็นขาวพูดขาวให้เป็นดำ การรับรู้ การเสาะแสวงหาข้อมูลข้อเท็จจริงยังจำกัดเหมือนยุคเดิม ที่กว่าจะรู้เหตุการณ์ต้องรอสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อทีวี มาบอก นั้น ประเมินผิดพลาดยิ่ง

วันนี้ บรรดาคนอกหัก แทนที่จะมานั่งรำพัน กล่าวโทษคนอื่นไปเสียทุกสิ่งทุกอย่าง ลองกลับไปทบทวนตัวเอง ทบทวนความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ที่การสื่อสารไปไกล และสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างที่คนยุคเก่าคาดไม่ถึงเสียใหม่ ดูปรากฏการณ์ ล่าโปเกม่อน โก ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แล้วพยายามทำความเข้าใจ แทนที่จะกล่าวหาว่าเป็นพวก บ้าไร้สาระ ยึดตัวเองเป็นบรรทัดฐาน มิฉะนั้น จะกลายเป็นพวกตกยุคไม่อาจรับมือกับสังคมยุคใหม่ ยุค 4.0 ได้เท่าทัน …..

โดย เปลวไฟน้อย

เบื้องลึกสาวไซด์ไลน์ ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ (จริงหรือ?)

เบื้องลึกสาวไซด์ไลน์ ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ (จริงหรือ?)

เบื้องลึกสาวไซด์ไลน์ ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้ (จริงหรือ?)

นกน้อยจากท้องนาราคาถูก เธอเป็นลูกที่ถูกพ่อแม่ขายไป บทเพลงสะท้อนชีวิตของหญิงขายบริการที่ต้องถูกพ่อแม่นำมาขายให้แก่นายหน้าเพื่อหลีกหนีความจน ต่างจากสมัยนี้ที่ไม่ต้องมีการบังคับ

หญิงสาว (ส่วนหนึ่ง) กลับมองเรื่องการขายบริการเป็นเรื่องปกติที่เห็นกันจนชินตา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “สาวไซด์ไลน์” อาชีพที่มาแรงแซงทางโค้งของทุกวงการค้าน้ำกามเพราะเนื่องจากรายได้ที่เข้ามานั้นมีมากมายเกินที่จะห้ามใจและที่สำคัญมีอิสระเหนือสิ่งอื่นใด สามารถทำเวลาไหนก็ได้ เลือกลูกค้าคนใดก็ได้แล้วแต่ความพึงพอใจของผู้เป็นเจ้าของนาผืนน้อยมูลค่ามหาศาลแห่งนี้

ซึ่งแต่ก่อนสาวไซด์ไลน์จะมีสังกัดคือรับงานผ่านโมเดลลิ่ง แต่สมัยนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปมีสื่อออนไลน์มากขึ้นทำให้สาวไซด์ไลน์ส่วนใหญ่หันมารับงานเองแทบทั้งสิ้น โดยไม่ต้องโดนหักค่านายหน้ารายรับก็ได้แบบเต็มๆ

รายได้หรือราคาของสาวไซด์ไลน์ที่ทำอาชีพนี้ส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับหน้าตาผิวพรรณและรูปร่างเป็นหลัก รองลงมาคืออายุ อาชีพและรางวัล เช่น นักศึกษา พริตตี้ นางแบบ หรือ เคยผ่านการประกวดเวทีนางงามมาก่อน ราคาก็จะอัพขึ้นไปอีก เรียกได้ว่าเพียบพร้อมทุกอย่าง

ตัวอย่างเช่นราคาทั่วไปจะอยู่ประมาณ 2,000 – 3,500 ต่อครั้ง

แต่ถ้าอยู่ในขึ้นที่จัดว่าสวยราคาประมาณ 4,000 – 6,000 ต่อครั้ง

ถ้าสวยมากๆระดับนางฟ้า นางสวรรค์เรทจะอยู่ที่ 7,500 ขึ้นไปจนถึงหมื่นเลยก็มี

ซึ่งราคาข้างต้นเป็นการบริการแค่ 1 ครั้ง ต่อ 1 ชั่วโมง หากลองคิดเล่นๆ วันนึงทำสัก 3 รอบก็ได้เงินเกือบหมื่นแล้ว เดือนนึงก็ตกประมาณ 300,000 อัพ เห็นแค่รายได้คงไม่แปลกใจนักที่เด็กสาวสมัยใหม่จะหันเข้ามาสู่วงการไซด์ไลน์มากขึ้น

นอกจากงานขายตรงแล้วยังมีงานอีกงานหนึ่งที่น้อยคนนักจะรู้จักคือ งานเอ็นเตอร์เทรน หรือเรียกง่ายๆ งานรับจ้างเป็นแฟนไปกินข้าวดูหนังจัดปาร์ตี้หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ผู้ว่าจ้างต้องการ ซึ่งนอกจากจะได้ค่าตัวจากการขึ้นห้องแล้วยังได้เงินโบนัสเป็นค่าจ้างเที่ยวอีกด้วย

แต่หากโชคดีมีวาสนาถูกอกถูกใจแขกขึ้นมาได้รับการเลี้ยงดูเป็นพิเศษเป็นรายเดือนก็มีถมเถ บางคนมีเสี่ยเลี้ยงมากกว่า 3 คนก็มี แต่งานนี้ต้องสับรางให้ทันด้วยไม่งั้นรถไฟชนตาย

ถึงรายรับจะมากมายแต่รายจ่ายของสาวไซด์ไลน์ก็มีมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากอาชีพที่ต้องใช้เรือนร่างเป็นทุนเพราะนั้นแล้วจะปล่อยให้โทรมไปได้อย่างไร แบบนี้คงเสียลูกค้ากันหมดพอดี

ซึ่งต้นทุนของสาวไซด์ไลน์ส่วนมากจะหมดไปกับการดูแลตัวเอง เช่น เครื่องสำอาง น้ำหอม เสื้อผ้า คอสดูแลผิวหน้าผิวกาย และที่สำคัญค่าศัลยกรรมหากตรงไหนไม่เป๊ะก็เติมเสริมแต่งกันหน่อย ไม่พอใจก็ต้องแก้ไขกันไปตามสถานการณ์ ซึ่งเดือนๆ นึงสาวไซด์ไลน์เสียค่าใช้จ่ายกันไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท แค่นี้คงไม่ระแคะรายผิวเท่าไหร่ เมื่อรายรับยังได้อีกเยอะ

แต่ถึงแม้รายได้จะเยอะมากแค่ไหน ก็มีสาวไซด์ไลน์ บางคนที่ทุ่มเททำงานแต่เงินไม่หลือเก็บ เพราะจะหมดไปกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เที่ยวเตร่ ซื้อแบรนด์เนม จำพวกกระเป๋า รองเท้า และภาระค่าบ้าน ค่ารถ และค่าอะไรอีกจิปาถะ ก็เพราะเงินมันมาง่าย มันก็ใช้ง่ายจ่ายคล่องเหมือนกัน

เห็นรายได้และตัวเงินของอาชีพสาวไซด์ไลน์กันแล้วคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามูลค่ามหาศาลของธุรกิจนาผืนน้อยมันช่างล่อตาล่อใจหญิงสาวหัวคิดสมัยใหม่เหลือเกิน ที่มองว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องเปิดเผย มักคิดว่ามีอะไรกับแฟนไม่ได้ตัง สู้เอาร่างกายไปทำมาหากินดีกว่าได้ทั้งตังและความมันส์ไปในตัว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสาวไซด์ไลน์ส่วนมากที่เข้าวงการจะเป็นทาสวัตถุนิยมแทบทั้งสิ้น ความอยากได้อยากมี รักสุขสบายเป็นแรงผลักดันให้เข้าสู่วงการ

ส่วนน้อยนักที่จะทำด้วยความจำเป็นเพื่อหลีกหนีความจน เพื่อปลดหนี้ให้พ่อแม่ เพื่อส่งเสียตัวเองเรียนเพราะว่าต้นทุนชีวิตของเราไม่เท่ากัน หากเลือกเกิดได้คงไม่มาทำอาชีพแบบนี้

คงต้องถามใจสาวๆ เพื่อให้พวกเธอถามใจตัวเองดีๆ ว่าเหตุผลอันอันใดกันแน่ ที่คุณต้องเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางสาวไซด์ไลน์ เป็นเพราะชีวิตเลือกเกิดไม่ได้จริงหรือเปล่า??? หรือเพราะ…..

ปิดตำนาน Ensogo ถึงยุคตกต่ำเว็บดีล

ปิดตำนาน Ensogo ถึงยุคตกต่ำเว็บดีล

ปิดตำนาน Ensogo ถึงยุคตกต่ำเว็บดีล

กรณีเว็บไซต์ Ensogo ปิดกิจการกะทันหัน สะท้อนความผิดพลาดของธุรกิจเว็บดีล ที่มาสู่ยุคตกต่ำแล้วหรือยัง เจ้าของเว็บไซต์ ราคูเท็น ตลาดดอทคอม แนะว่า เว็บไซต์ดีลอาจจะไม่ได้รับความนิยมในไทยแล้ว

21 มิถุนายน 2559 เพจ “รวมผู้ได้รับผลกระทบ Ensogo” เปิดตัวขึ้น หลังจากซีอีโอของบริษัท อย่าง คริส มาร์ซาเลก ลาออกและมีผลก่อนหน้านั้นเพียงวันเดียว ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่เพจของ Ensogo ไทยแลนด์ โฆษณาดีลสุดท้ายในวันที่ 20 มิถุนายน เวลา 09.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้บริโภคได้รับโทรศัพท์จากผู้ให้บริการว่า คูปองดีลที่ซื้อไว้จาก Ensogo ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

คุณป้อม ภาวุธ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ราคูเท็น ตลาด ดอท คอม กล่าวว่า เว็บไซต์ Ensogo เป็นเว็บดีลที่มีความน่าเชื่อถือสูงมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์วิกฤต ซึ่งอาจมาจากปัญหาภายในและแผนธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทียบกับในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเว็บขายดีลค่อนข้างมาก และปิดตัวไปก็มากเช่นกัน

หลังจาก Ensogo ปิดตัวลง ก็เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่ยังค้างคาในกลุ่มผู้ซื้อดีล และผู้ประกอบการที่เป็นกิจการร่วมค้ากับ Ensogo จะต้องทำอย่างไรต่อไป ในช่วงแรก ร้านค้าและบริการหลายแห่งปฏิเสธที่จะให้บริการกับลูกค้าที่ซื้อดีล Ensogo แต่เมื่อมีท่าที่ชัดเจนออกมาจากหน่วยงานในกำกับของรัฐ ทั้ง สคบ.และ ETDA ย้ำชัดว่าผู้ประกอบการจะต้องให้บริการผู้ซื้อดีล หากปฏิเสธ จะมีความผิดทันที เพราะการซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์ ได้รับความคุ้มครองทันทีที่คลิกซื้อและจ่ายเงิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2544 ทำให้ผู้ให้บริการและบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ ไม่สามารที่จะปฏิเสธการใช้คูปอง Ensogo ได้

ซึ่งถือเป็นโอกาสของแบรนด์ ที่สามารถกอบกู้สถานการณ์ในภาวะวิกฤตที่ลูกค้าหาทางออกไม่เจอ กลายเป็นผู้ที่ได้ใจลูกค้าทันที อย่างเช่น เอส เอฟ ซีนีม่า เป็นแบรนด์แรกๆ ที่ยินดีให้บริการลูกค้าที่ซื้อดีล Ensogo

ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกมาประกาศว่า ลูกค้าที่ใช้บัตรเครดิต SCB ซื้อดีล Ensogo แล้วใช้ดีลไม่ได้ สามารถขอทำเรื่องปฏิเสธรายการได้ ซึ่งบัตรเครดิตเป็นอีกประเด็นกังวลของลูกค้าที่เลือกซื้อสินค้าด้วยผ่อนชำระ และอยู่ในระหว่างการหักเงินชำระรายเดือน ธนาคารไทยพาณิชย์จึงได้ใจลูกค้าไป

ปัจจุบัน ยังมีเว็บไซต์ดีลในลักษณะเดียวกับ Ensogo จำนวนมากในไทย แต่รายหลักๆ ค่อยๆถอนการลงทุนจากไทยไปแล้ว ที่ยังมีอยู่และยังคงเปิดจำหน่ายตามปกติ เช่น เว็บไซต์ ออลไทย คูปอง (www.allthaicoupons.com) หรือ ไอดีล อินไทย (http://www.idealinthai.com/) ที่รวบรวมดีลที่มีส่วนลดสูงระดับ 50% ขึ้นไปจำนวนมาก ครอบคลุมที่พัก , รีสอร์ท , ความงาม และบริการการท่องเที่ยวจำนวนมาก บางดีลลดราคากว่า 95%

Ensogo มีลูกค้ามากกว่า 500 ล้านคน จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของออสเตรเลีย มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์ เปิดให้บริการใน 6 ประเทศคือ ฮ่องกง , สิงคโปร์ , มาเลเซีย , ฟิลิปปินส์ , อินโดนีเซียและประเทศไทย เริ่มกิจการครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2553 ทุนเริ่มต้น 2 แสนเหรียญสหรัฐฯ ก่อตั้งโดยทอม, จอห์น และพอล ศรีวรกุล 3 พี่น้อง ลูกครึ่งไทย-ฟิลิปปินส์ ในช่วงเริ่มต้นมีพนักงาน 5 คน และเพิ่มเป็น 430 คนในระยะเวลา 1 ปี และเปิดสาขาที่ฟิลิปินส์กับอินโดนิเซียเพิ่ม

ความสำเร็จอย่างรวดเร็วทำ ให้ 1 ปีต่อมา เว็บไซต์ LivingSocial รายใหญ่จากสหรัฐฯ ยอมจ่าย 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซื้อกิจการ Ensogo ในไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และโซนตะวันออกกลาง ปี 2557 เว็บไซต์ Ensogo เปลี่ยนมือบริหารอีกครั้ง โดย LivingSocial ขายกิจการให้กับ iBuy Group ในมูลค่า 18.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แม้จะมีความพยายามในการปรับกลยุทธ์ ไปขายสินค้าเบ็ดเตล็ดมากขึ้น แต่ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในแวดวงการค้าออนไลน์ที่ดุดเดือดมาพักใหญ่แล้ว

Ensogo เริ่มมีข่าวประสบปัญหาด้านการเงินเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หลังมีผู้ประกอบการในมาเลเซีย ออกมาเรียกร้องว่าไม่สามารถเรียกเก็บเงินจาก Ensogo ได้ตามกำหนด และนำไปสู่การแจ้งคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของออสเตรเลีย ขอระงับการซื้อขายหุ้นบริษัท หลังราคาตกลงเหลือเพียง 0.5 เหรียญออสเตรเลีย และปิดกิจการในวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา
by Chitnapa sommano

4 วิธีประหยัดในการซื้อผักผลไม้

31c1e6a8768e23ee9c646cf690a121a4

4 วิธีประหยัดในการซื้อผักผลไม้

การที่ราคาผลผลิตทางการเกษตรจะแกว่งตัวไปมานั้น ปัจจัยที่สำคัญเลยก็คือสภาพอากาศและค่าเงินบาท ซึ่งการที่ราคาสินค้าเกษตรจำพวกผักและผลไม้มีราคาสูงขึ้นนั้น ก็อาจจะทำให้บางคนต้องพยายามที่จะประหยัดมากขึ้นนะคะ ดังนั้นวันนี้ MoneyGuru.co.th จึงนำวิธีที่จะทำให้คุณสามารถประหยัดเงินในการซื้อสินค้าทางการเกษตรเหล่านี้มาฝากกันค่ะ

ลองใช้ตัวเลือกที่ถูกกว่า
การมองหาพืชผักอื่น ๆ ที่มีราคาถูกกว่าพืชผักที่เราต้องการก็เป็นวิธีที่ดีในการประหยัดเงินได้นะคะ อย่างเช่นการซื้อกะหล่ำปลีที่มีราคาถูกกว่าแครอท หรือการซื้อมะม่วงที่มีราคาถูกกว่าทุเรียน เป็นต้น
* สามารถดูราคาผักและผลไม้ได้ ที่นี่

อย่าเมินผักผลไม้ที่ลดราคา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินของเราได้แนะนำว่า อย่าเดินผ่านหรือไม่สนใจผักผลไม้ที่กำลังลดราคาหรือมีรอยช้ำเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะบางครั้งผักผลไม้พวกนั้นยังอยู่ในสภาพที่สามารถนำไปปรุงอาหารได้ดีอยู่ เพียงแต่มันอาจจะมีรูปร่างหน้าตาที่ไม่เหมาะแก่การนำไปวางบนชั้นรวมกับผักผลไม้รูปร่างดีอื่น ๆ เท่านั้นเอง
และถ้าผลไม้บางส่วนอย่างเช่นแอปเปิ้ลหรือกล้วยที่อาจจะมีรอยช้ำเล็กน้อย คุณก็อาจจะซื้อพวกมันและนำไปใส่ขนมปัง, หรือนำไปเป็นส่วนผสมของเค้ก หรือทำเป็นซอสก็ได้นะคะ

เรียนรู้ว่าของราคาถูกอยู่ที่ไหน
มันอาจจะเป็นเรื่องยากที่เราจะรู้ว่าที่ไหนบ้างที่ขายสินค้าหรือผักผลไม้ราคาถูก อย่างไรก็ตามมันก็ไม่อยากจนเกินไปที่คุณจะลองหาข้อมูลดู เพราะบางทีการที่คุณไปเที่ยวต่างจังหวัดแล้วซื้อผลไม้ประจำจังหวัดนั้น ๆ มันก็อาจจะถูกกว่าการที่คุณมาซื้อในกรุงเทพฯ แถมบางทีคุณอาจจะยังได้ของที่สดใหม่กว่าด้วย

  ปลูกผักผลไม้ทานเอง

ที่จริงเราไม่จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่มากมายเพื่อที่จะปลูกอะไรสักอย่างเลยค่ะ เพียงแค่คุณมีพื้นที่หลังบ้าน, ดาดฟ้า หรือระเบียง คุณก็สามารถที่จะปลูกพืชผักได้แล้ว สำหรับพืชพักที่สามารถปลูกได้นั้นก็มีหลายอย่างเลยค่ะ ยกตัวอย่างเช่น

● ผักกาดหอม
● ผักคื่นฉ่าย
● ตะไคร้
● ถั่วงอก
● มันฝรั่ง
● ขิง

จริงหรือไม่? ปลาแซลมอนเลี้ยง อันตราย ห้ามทาน?!

จริงหรือไม่? ปลาแซลมอนเลี้ยง อันตราย ห้ามทาน?!

คนที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมนูปลาดิบ ที่เราจะต้องเห็นเจ้าเนื้อปลาสีส้มๆ รสชาติอร่อย ทานดิบก็ดี ทานสุกก็เยี่ยม พูดมาแค่นี้ก็ทราบกันดีเลยใช่ไหมคะว่ากำลังพูดถึงปลาแซลมอนกันอยู่ แล้วเคยได้ยินกันหรือเปล่าคะว่า ปลาแซลมอนที่เลี้ยงในฟาร์มไม่ดี อย่าทาน ให้ทานปลาแซลมอนตามธรรมชาติดีกว่า ตามร้านอาหารมีแต่แซลมอนเลี้ยง ไม่ดีๆ

อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากกันค่ะ

____________________

ใครชอบกินปลาแซลมอน (มีตังค์กิน) ก็กินต่อไปเถอะครับ”

เคยโพสต์ไว้นานแล้วเกี่ยวกับบท บก.ของนิตยสารหนึ่งตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน (แต่กลับมาแชร์กันใหม่ ช่วงนี้) ที่บอกว่าไม่ควรกินปลาแซลมอน เพราะมาจากฟาร์มเลี้ยงในยุโรป อุดมไปด้วยเชื้อโรค และใส่สารเคมีที่ก่อให้เกิดมะเร็ง ฯลฯ โดยอ้างวารสารชื่อ ecologist .. และลงท้ายว่าให้มากินปลาทูดีกว่า

เรื่องนี้หลายคนในพันทิปช่วยกันอธิบายแล้วว่าไม่เป็นความจริง ปลาแซลมอนไม่ได้อันตรายอย่างที่ว่าแต่อย่างไร โดยอ่านได้ใน http://pantip.com/topic/31400983 (ที่มาของรูปกระชังเลี้ยงปลาแซลมอนในประเทศนอร์เวย์ด้วย) ซึ่งผมจะย่อสรุปให้อ่านกัน ดังนี้

– ปลาแซลมอนที่ขายกัน มีทั้งที่เป็นปลาจับจากทะเลธรรมชาติ และที่เป็นปลาเลี้ยงในฟาร์มเปิดในทะเลอีกทีนึง ปลาจับนั้นมีราคาแพงกว่าปลาเลี้ยงมากๆๆ แต่ก็มีรสชาติดีกว่าด้วย เพราะสามารถว่ายน้ำได้เป็นระยะทางไกลจึงมีไขมันในเนื้อไม่มากเท่าปลาเลี้ยง

– การเพาะเลี้ยงปลาแซลมอนนั้นมีในหลายประเทศทางยุโรปเหนือ ซึ่งมีมาตรฐานการควบคุมการเลี้ยงตามกฏของอียูให้ออกมาใกล้เคียงกับธรรมชาติ ถูกตรวจสอบตามขั้นตอนของกฏอียูทุกๆอย่าง รวมถึงการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีต่างๆ ด้วย (ดูรูปประกอบ) ซึ่งข้อดีของการเพาะเลี้ยงก็คือลดการทำลายพันธุ์ปลาตามธรรมชาติ (ขณะที่ผมกลับห่วงปลาทูมากกว่า เพราะเราจับจากธรรมชาติกันอย่างเดียว)

– อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาแซลมอน ก็คล้ายๆ กับอาหารสัตว์น้ำอื่นๆ ไม่ได้ใส่สารอะไรที่อันตราย อย่างกรณีของสาร astaxanthin และ canthaxanthin ที่พูดถึงในบทความนั้น ก็กลุ่มสารต้านอนุมูลอิสระ แคโรทีนอยด์ อย่างที่เรากินในแครอท ฟักทอง สารพวกนี้สกัดมาจากสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในธรรมชาติ (สาหร่าย ยีสต์ เปลือกกุ้งปู) ช่วยทำให้เนื้อของปลามีสีส้มมากขึ้น และไม่ได้ก่อมะเร็งหรือเป็นอันตรายต่อการบริโภค

– บทความต่างประเทศที่เค้าอ้างถึงนั้น พบว่าน่าจะมาจากวารสาร The ecologist ที่พูดถึงเรื่องปลาแซลมอนก็จริง ( www.theecologist.org/_tag/4674/0/0/25/salmon/ ) แต่เป็นเรื่องไวรัส ISA ที่แพร่จากฟาร์มเลี้ยงไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาธรรมชาติติดเชื่อไปด้วย แต่ไวรัสนี้ไม่ได้เป็นอันตรายกับคน … จริงๆ แล้ว บทความใน The ecologist ฉบับอื่นๆ ได้พูดถึงผลกระทบของฟาร์มปลาต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ได้พูดถึงเรื่องความเสี่ยงโรคมะเร็ง

____________________

เพราะฉะนั้น แซลมอนเลิฟเวอร์ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ ทานกันได้ตามใจชอบ นอกจากแซลมอนจะอร่อยแล้ว ยังมีโอเมก้า 3 และคุณประโยชน์อีกมาก แต่อย่าทานแต่แซลมอนอย่างเดียวจนลืมเนื้อปลา และเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ทานผักด้วย และที่สำคัญที่สุด คือระวังกระเป๋าตังค์จะแห้งค่ะ

จริงหรือไม่? “เม็ดมังคุด” ช่วยลดอาการปวดเข่าได้?

จริงหรือไม่? “เม็ดมังคุด” ช่วยลดอาการปวดเข่าได้?

คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจจะส่งต่อข้อความที่แชร์ๆ กันมาในโลกออนไลน์ที่ว่า “เม็ดมังคุดช่วยรักษาอาการปวดเข่าได้” โดยมีวิธีทาน คือ ระหว่างที่ทานมังคุดเป็นผลๆ ให้เคี้ยวเม็ดมังคุดให้แหลก แล้วกลืนลงไปพร้อมเนื้อมังคุด

เรื่องนี้ อาจารย์เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า “ไม่เป็นความจริง” เพราะยังไม่มีผลการวิจัยสนับสนุน และยังไม่พบว่ามีสารใดในมังคุดที่สามารถบรรเทาอาการปวดเข่าได้ค่ะ

สามารถอ่านรายละเอียดได้จากโพสในเฟซบุ๊ค ของอาจารย์เจษฎา ด้านล่างค่ะ

เม็ดมังคุด ช่วยหายปวดเข่า … เป็นแค่ข่าวลือ”

อันนี้ก็แชร์กันมาได้สักพักแล้ว ว่ากินมังคุด ให้เคี้ยวเม็ด (เมล็ด) ให้แหลกแล้วกลืนลงไปด้วย จะช่วยแก้อาการปวดเข่าได้ … เรื่องไม่จริงนะครับ

(จาก http://www.thairath.co.th/content/515807) รศ.รัชนี คงคาฉุยฉาย สถาบันโภชนาการ ม.มหิดล บอกว่า ยังไม่มีผลการวิจัยสนับสนุนได้ และก็ไม่พบว่ามีสารใดในมังคุดที่สามารถบรรเทาอาการปวดเข่าได้ด้วย

ส่วนสรรพคุณต่างๆ ของมังคุดนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่เปลือกของผลตามตำรายาไทย ส่วนใหญ่จะใช้เปลือกผลมังคุดแก้ท้องเสีย แก้บิด และรักษาแผล ขณะที่ผลการวิจัยทางเภสัชศาสตร์ พบสารในมังคุดที่เรียกว่า แซนโทน  ในเปลือกและเมล็ด ซึ่งมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชั่น ต้านการอักเสบ และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาอื่นๆอีกมากมาย ( ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.doctor.or.th/article/detail/2172 ครับ )

10 คำศัพท์รถยนต์พื้นฐานที่คนใช้รถควรรู้

10 คำศัพท์รถยนต์พื้นฐานที่คนใช้รถควรรู้

10 คำศัพท์รถยนต์พื้นฐานที่คนใช้รถควรรู้

     เพื่อนๆที่เป็นผู้ขับขี่หน้าใหม่ อาจมีศัพท์เกี่ยวกับรถยนต์บางคำที่ได้ยินบ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่ามีความหมายอย่างไร เราจึงนำมารวบรวมให้ทราบกัน จะได้เข้าใจเวลาที่มีคนรอบข้างพูดถึงไงล่ะ


     คิกดาวน์

     การคิกดาวน์ คือ การลดเกียร์ลงต่ำอย่างรวดเร็วสำหรับการเร่งแซง โดยในรถเกียร์อัตโนมัติ สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการเหยียบคันเร่งลงไป จนกระทั่งเกียร์ลดอัตราทดลงมา ผู้ขับขี่จะรู้สึกถึงแรงดึงไปข้างหน้าที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

     จอ MID

     MID ย่อมาจาก Multi-information Display มักใช้เรียกหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ต่างๆ เช่น อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน, ระยะทางที่วิ่ง, ระยะทางที่เหลือของน้ำมันในถัง, Trip A/B เป็นต้น ซึ่งอาจติดตั้งไว้บริเวณมาตรวัดความเร็ว หรือบางรุ่นจะติดไว้เหนือคอนโซลกลางก็มี

     เกียร์ CVT

     CVT ย่อมาจาก Continuous Variable Transmission ซึ่งเป็นระบบเกียร์รูปแบบหนึ่ง ที่สามารถเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากเกียร์ออโต้ทั่วไปที่จะไล่เกียร์ตั้งแต่ 1,2,3,4 ไปจนถึงเกียร์สุดท้ายแล้วแต่รุ่นรถว่าจะมีกี่เกียร์ ขณะที่เกียร์ซีวีทีจะเปลี่ยนอัตราทดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีอาการสะดุด ช่วยประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

     เกียร์คลัทช์คู่/ดูอัลคลัทช์

     เกียร์แบบคลัทช์คู่มีชื่อเรียกหลายแบบตามแต่ผู้ผลิต เช่น พาวเวอร์ชิฟท์, ไดเร็คชิฟท์, PDK เป็นต้น ซึ่งมีการทำงานคล้ายกับเกียร์อัตโนมัติ แต่มีเพลาสองชุดในการส่งกำลัง โดยหากเป็นเกียร์แบบ 6 สปีด ก็จะมีการแบ่งเพลาชุดหนึ่งสำหรับควบคุมเกียร์ 1,3,5 และอีกชุดหนึ่งสำหรับเกียร์ 2,4,6 ซึ่งเมื่อรถออกตัวด้วยเกียร์ 1 เพลาชุดที่ 2 ก็จะเข้าเกียร์สองรอไว้ ทำให้เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วมากขึ้น

     ความยาวฐานล้อ/ระยะฐานล้อ

     ความยาวฐานล้อเป็นการวัดระยะจากเพลาหน้า หรือง่ายๆ ก็คือ จุดศูนย์กลางของล้อหน้า ไปจนถึงถึงเพลาหลัง หรือจุดศูนย์กลางของล้อหลัง ซึ่งระยะห่างที่เพิ่มขึ้น มักส่งผลให้พื้นที่ภายในห้องโดยสารเพิ่มขึ้น (แต่ก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว

     Immobilizer

     ระบบกุญแจแบบ Immobilizer เป็นการเข้ารหัสระหว่างกุญแจและตัวรถ เพื่อป้องกันการปั๊มกุญแจผี เนื่องจากกุญแจที่ปั๊มขึ้นใหม่ จะไม่มีระบบชิพที่บันทึกข้อมูลรหัสไว้ ทำให้เครื่องยนต์ไม่สามารถสตาร์ทได้ แต่ถึงแม้ว่าจะมีชิพเหมือนกัน แต่รหัสไม่เหมือนกัน ก็ไม่สามารถสตาร์ทให้ติดได้เช่นกัน

     อันเดอร์สเตียร์

     อันเดอร์สเตียร์ (Understeer) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าที่ใช้กันแพร่หลาย ซึ่งเป็นอาการที่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเกินไป ทำให้หน้ารถดื้อโค้ง ไม่เบนไปตามโค้งที่ตั้งใจไว้

     โอเวอร์สเตียร์

     โอเวอร์สเตียร์ (Oversteer) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งต่างการอาการอันเดอร์สเตียร์ คือ หน้าเข้าโค้ง แต่ท้ายกลับปัดออก ซึ่งมักจะเห็นบ่อยๆ ได้ในรถดริฟท์นั่นเอง

     ดาวน์ไซส์ซิ่งเทอร์โบ

     หลังๆเราจะเริ่มได้ยินศัพท์คำนี้มากขึ้น เนื่องจากเป็นเทรนด์ใหม่ในการพัฒนาเครื่องยนต์ โดยหมายถึงการลดขนาดเครื่องยนต์ลงจากที่ใช้เดิม แล้วเพิ่มระบบเทอร์โบเข้าไป ส่งผลให้เครื่องยนต์ยังคงแรงใกล้เคียงกับของเดิม แต่ให้อัตราสิ้นเปลืองดีขึ้น

     เข็มขัดนิรภัยแบบดึงรั้งกลับผ่อนแรงอัตโนมัติ

     หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ‘Pretensioner with Load Limiter’ เป็นเข็มขัดนิรภัยที่สามารถคลายตัวได้เล็กน้อยทันทีเมื่อเกิดการชน เพิ่อป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารถูกแรงกระแทกจากเข็มขัดนิรภัยมากเกินไป ทีนี่ เมื่อเข็มขัดนิรภัยคลายตัว ก็จะมีระบบดึงกลับอัตโนมัติ เพื่อรั้งผู้โดยสารให้แนบกับเบาะนั่งให้มากที่สุด ช่วยปกป้องการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นนั่นเอง

บัณฑิตวิศวะฯ ตามรอยพ่อเป็นรปภ. ช่วงรอเป็นทหารเกณฑ์

บัณฑิตวิศวะฯ ตามรอยพ่อเป็นรปภ.

บัณฑิตวิศวะฯ ตามรอยพ่อเป็นรปภ. ช่วงรอเป็นทหารเกณฑ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ (5 มิ.ย.) ที่ผ่านมาเมื่อเวลา 18.00 น. พบบัณฑิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ชื่อ นายอนวรรษ ดำพะธิก หรือ อั๋น อายุ 24 ปี ซึ่งเทิดทูนในอาชีพ รปภ.ที่พ่อทำมาหาเลี้ยงครอบครัว และส่งตนเรียนจนจบการศึกษา

หลังจบปริญญาตรี ได้สมัครเข้าทำงานเป็น รปภ. ยืนเคียงข้างพ่อ อยากเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต ความอดทน ที่พ่อทำงานมาเกือบ 20 ปี ก่อนที่เข้ารับราชการทหารกองประจำการในต้นเดือนพ.ย.นี้

จากการสอบถาม นายอนวรรษ เปิดเผยว่า ตนมีความศรัทธาในอาชีพนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่เกิดจำความได้ก็เห็น นายสมสุข ดำพะธิก อายุ 51 ปี ผู้เป็นพ่อแต่งชุดเครื่องแบบ รปภ.ทุกวัน จึงมีความผูกพันเป็นเครื่องแบบฮีโร่ในดวงใจ

ครอบครัวของตนมีพ่อเป็นเสาหลักในการหารายได้เพียงคนเดียว ปัจจุบันพ่อยังทำงานเป็น รปภ. สังกัดสำนักงานรักษาความปลอดภัย มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในช่วงการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เพื่อนหลายคนถามว่าครอบครัวทำอาชีพอะไร ตนตอบแบบมั่นใจและภูมิใจว่าพ่อเป็นรปภ.ที่ ม.อุบลฯ ส่วนแม่เป็นเกษตรกรอาชีพทำนา

ภายหลังที่ นายอนวรรษ สำเร็จการศึกษาปริญญาวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจสมัครสอบคัดเลือกเข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รปภ.ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อสัมผัสชีวิตเรียนรู้ประสบการณ์ รปภ.อาชีพของพ่อทำมาจนส่งตนเรียนจนสำเร็จการศึกษาในวันนี้

นายอนวรรษ ยังกล่าวอีกว่า รู้สึกภาคภูมิใจที่ในช่วงหนึ่งของชีวิตได้มาสัมผัสในอาชีพ รปภ. ทราบเลยว่าพ่อลำบากแค่ไหน พ่อทำอะไรในแต่ละวัน สิ่งที่สัมผัสได้และเป็นประสบการณ์ที่ดี ทั้งด้านความรับผิดชอบในหน้าที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การอำนวยความสะดวกช่วยเหลือคนอื่น ความมีน้ำใจ และความอ่อนน้อมถ่อมตน

ที่สำคัญฝึกระเบียบวินัย มีความอดทน ซึ่งแต่ละวันต้องทำงานกว่า 12 ชม. หรือบางวันตลอด 24 ชม.ประสบการณ์วันนี้ทำให้ตนแข็งแกร่งขึ้นโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน และการทำงานได้เป็นอย่างดี

ก่อนหน้านี้ ตนได้ผ่านการคัดเลือกการเป็นทหารกองประจำการ ผลัดสอง เข้าประจำการประมาณเดือนพฤศจิกายนนี้ เชื่อว่าประสบการณ์ที่ได้จากการทำหน้าที่ รปภ. จะสามารถนำไปใช้ปรับตัวเองในการรับราชการทหารได้เป็นอย่างดี ซึ่งภายหลังจากปลดประจำการ ตนวางแผนการทำงานในสายวิชาชีพที่เรียนมาอย่างเต็มที่ ซึ่งตนก็รู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการรับใช้ชาติด้วย

ด้าน นายสมสุข ผู้เป็นพ่อ กล่าวว่า วินาทีแรกที่ลูกชายเข้ามาบอกว่าอยากเป็นรปภ. ตนเองรู้สึกปลื้มใจ ที่ลูกชายไม่รังเกียจอาชีพ รปภ.ที่ส่งเสียจนเรียนจบ หลังจากที่ตนเองปลดประจำการมาก็ได้ทำอาชีพ รปภ.มาตลอดเกือบ 20 ปี

ค่าแรงจากการเป็น รปภ.นี้ สามารถดูแลครอบครัวสามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรีได้ เรื่องการทำงานตนเองก็มีความลำบากใจ กลัวว่าเค้าจะทำผิดไม่อยู่ในระเบียบวินัย แต่ที่ผ่านมาเค้าก็ไม่เคยทำให้เสื่อมเสียอยู่ในระเบียบวินัยตลอด และตนเองก็หวังว่าการได้ประสบการณ์จากการเป็นรปภ. จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตการทำงานตามสายที่วิชาชีพที่เรียนมา

วอนผู้ใจบุญช่วย สาวมัธยมนอนพิการมา 2 ปี

วอนผู้ใจบุญช่วย สาวมัธยมนอนพิการมา 2 ปี

วอนผู้ใจบุญช่วย สาวมัธยมนอนพิการมา 2 ปี

ปทุมธานี สาวมัธยมเครียดเส้นโลหิตสมองแตกนอนพิการ 2 ปี เหตุแฟนทิ้ง ขณะตั้งครรภ์ วอนผู้ใจบุญช่วย

นางลัลลภา อายุ 43 ปี ได้ร้องผ่านผู้สื่อข่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ เรื่อง ลูกสาว น.ส.บี (นามสมมุติ) อายุ 18 ปี ป่วยเนื่องจากสาเหตุก้อนเลือดกดทับเส้นประสาท นอนรักษาตัวอยู่ที่บ้าน เลขที่ 11/589 หมู่บ้านนริศรา คลอง 11 ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งได้รักษาตัวมากว่า 2 ปีแล้ว โดย น.ส.บี นอนรักษาตัวอยู่ในสภาพเป็นคนไข้ติดเตียง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ผ่าคอ และต้องใช้ท่ออาหารในการรับประทานอาหาร

แม่ของ น.ส.บี เล่าว่า น.ส.บี ขณะอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ได้คบหากับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งมีอายุ 22 ปี และมีความสัมพันธ์กัน จน น.ส.บี ได้ตั้งท้อง จากนั้นชายคนดังกล่าวได้หนีหน้าหายไป จน น.ส.บี เกิดความเครียด ต่อมา เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2558 น.ส.บี ได้ป่วยหนักจากสภาวะเส้นเลือดแตก จนก้อนเลือดกดทับเส้นประสาท ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เลย จึงได้มีการนำตัวส่งโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อย่างเร่งด่วน

ตอนที่ถึงโรงพยาบาลแพทย์ได้ทำการผ่าตัดด่วน เนื่องจากหวั่นอันตราย และได้เจาะคอ เพื่อให้ น.ส.บี สามารถหายใจได้สะดวก ซึ่ง น.ส.บี ได้หลับไปเป็นเวลากว่า 1 อาทิตย์ จากนั้นก็ฟื้นตัวขึ้น แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ น.ส.บี ยังคงรับรู้ได้ด้วยการกรอกลูกตาไปมา

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2558 น.ส.บี ได้คลอดบุตรชายออกมา ซึ่ง นางลัลลภา ได้พยายามติดต่อชายคนดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ ด้วยฐานะทางบ้านไม่ได้ดีนัก ทุกๆ เดือนจะมีค่าใช้จ่ายในการดูแล น.ส.บี และลูกชาย อยู่ที่ประมาณ เดือนละ 20,000 บาท จึงอยากวอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้ามาช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ นางลัลลภา เบอร์โทรศัพท์ 084-095-0163